on กันยายน 20, 2013 by Kaka in รวมเรื่องพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย, ไม่ให้ใส่ความเห็น

พืชเศรษฐกิจ การปลูกมันแกวหารายได้เสริม

พืชเศรษฐกิจ  การปลูกมันแกวหารายได้เสริม

พืชเศรษฐกิจ  การปลูกมันแกวหารายได้เสริม

ฤดูปลูก

          มันแกวขึ้นได้ในดินฟ้าอากาศหลายชนิดชอบอากาศค่อนข้างร้อน  มีฝนปานกลาง ในอากาศที่หนาว  ระยะเจริญเติบโตจะยาวนาน ในการผลิตหัวต้องการวันสั้น  ถ้าปลูกในที่ที่มีวันยาวถึง ๑๔-๑๕ ชั่วโมง  การเจริญเติบโตดี  แต่ไม่ผลิตหัว  ควรปลูกในระยะต้นถึงปลายฤดูฝน เพื่อเก็บหัวในฤดูแล้ง  ถ้าปลูกฤดูแล้งหลังจากฝนหมดแล้ว  จะมีหัวในเวลาไม่นานนัก  เช่น ปลูกเดือนพฤศจิกายน จะ  เก็บหัวได้ในราวเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ แต่จะได้หัวเล็ก  เพื่อให้ได้หัวโต  ควรปลูกราวเดือนมิถุนายน
การเลือกและการเตรียมที่

          มันแกวชอบดินที่มีการระบายน้ำดี  มีการเตรียมดินดี ไม่ชอบดินเหนียวน้ำขัง ชอบดินร่วนทราย  การเตรียมดินก็เป็นเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่อื่นๆ มีการไถพรวน  พรวนให้ดินร่วนซุยดี เก็บวัชพืชให้หมดและยกร่องเพื่อปลูกมันแกวบนสันร่อง
วิธีปลูก

          ปลูกด้วยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่  มีบางครั้งปลูกโดยใช้หัว  เพื่อรักษาลักษณะที่ดีไว้  ปลูกหลุมละ ๒-๓ เมล็ด  ในบางประเทศปลูกโดยใช้ระยะระหว่างแถว ๖๐-๗๕ ซม. ระยะระหว่างหลุม ๓๐-๔๐ ซม.  อินเดียและฟิลิปปินส์  ใช้ระยะระหว่างแถว ๑๕-๒๐ ซม. ระหว่างต้น ๑๐ ซม. ผลการทดลองใช้ระยะ ๑๕ x ๑๕ ซม. ให้ผลดี ประเทศไทยปลูกโดยวิธียกร่อง  ระยะระหว่างแถว ๘๐-๑๐๐ ซม. ระหว่างต้นแตกต่างกัน  ชนิดหัวเล็กต้นห่างกัน ๑๐-๒๐ ซม.  ชนิดหัวใหญ่ห่างกัน ๓๐-๕๐ ซม. ถ้าไม่ยกร่องระยะระหว่างแถวแคบกว่านี้เล็กน้อย
          ในเนื้อที่ ๑ ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๘ กก.  หรือประมาณครึ่งถัง
การทะนุบำรุง


การทำค้าง

มันแกวที่ปลูกฤดูฝน  สิ่งสำคัญในการปฏิบัติ ได้แก่ การทำค้างให้ต้นมันแกวเลื้อย ใช้ไม้ไผ่หรือกิ่งไม้สูงประมาณ ๒-๓ เมตร ปักให้ต้นมันแกวเลื้อย และช่วยจัดให้ยอดของมันแกวเลื้อยขึ้นไปตามไม้ที่ปัก  การปลูกมันแกวฤดูแล้งไม่ต้องทำค้าง

การพรวนดิน
          ถ้าปลูกฤดูฝน  ควรพรวนดินพร้อมกับกำจัดวัชพืชไม่ให้วัชพืชขึ้นปกคลุม  ต้นมันแกวปกติต้องกำจัดวัชพืช ๒-๓ ครั้ง  สำหรับการปลูกมันแกวในฤดูแล้งไม่ให้น้ำ ไม่ต้องพรวนดินและกำจัดวัชพืช

การเด็ดยอด
การปลูกมันแกวในฤดูฝนนั้น จำเป็นต้องเด็ดยอดและดอก ถ้าไม่เด็ดมันแกวจะเจริญเติบโตทางต้น ใบ  ดอก  ฝัก  ทำให้มีหัวเล็ก  การเด็ดยอด และดอก  จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ถ้าปลูกต้นฤดูฝนในราวเดือนมิถุนายน ทำการเด็ดยอด  ๓ ครั้งครั้งแรกอายุ ๒ เดือน ขณะที่เถายาวประมาณ ๑-๑.๕ เมตร  ครั้งที่สอง อายุประมาณ ๓ เดือน และครั้งที่สามอายุประมาณ ๔ เดือน หรือจะเด็ดเพียง ๒ ครั้ง  เมื่ออายุ  ๒ กับ ๔ เดือนก็ได้ ถ้าปลูกปลายฝนเด็ดยอดครั้งเดียวเป็นการเพียงพอ แต่ถ้าปลูก หลังฤดูฝน ไม่ต้องทำการเด็ดยอดเลย  สำหรับการปลูกมันแกวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ปลูก ไม่ต้องทำการเด็ดยอดและดอก ปล่อยให้เจริญเติบโตตามปกติ เพื่อให้ได้เมล็ดมากและเมล็ดมีคุณภาพดีในทางปฏิบัติ  กสิกรเด็ดยอดโดยการใช้ไม้คล้ายไม้เรียวหวดให้ยอดขาด หรือหักไม่ให้เจริญเติบโตต่อไป

การใส่ปุ๋ย
ส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยคอก  ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน  แต่ละแห่งในต่างประเทศใช้ปุ๋ยผสม เกรด ๑๒-๒๔-๑๒ ในอัตรา ๕๐-๖๕ กก./ไร่  ก่อนปลูกและเพิ่มแอมโมเนียมซัลเฟตอีกประมาณ ๓๐ กก./ไร่ เมื่อต้นมันแกวเริ่มเลื้อย

โรคและแมลง

          ไม่ปรากฏว่ามีโรคและแมลงที่รบกวนต้นมันแกวมากนัก ผลผลิตโดยทั่วไปในเนื้อที่ ๑ ไร่ จะได้หัวมันแกวสดประมาณ ๒-๖ ตัน
การเก็บหัวและรักษา

          มันแกวที่ปลูกฤดูฝนจะแก่เมื่ออายุประมาณ ๕-๘ เดือน แต่ถ้าจะเก็บเมล็ดต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ เดือน ให้สังเกตดูใบมันแกว เมื่อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  แสดงว่าเริ่มเก็บหัวได้แล้ว  มันแกวชนิดหัวเล็กปลูกหลังฤดูฝน เก็บได้เมื่ออายุ ๓ เดือน
ถ้าปลูกน้อย  เก็บโดยการขุดด้วยจอบ  เสียมถ้าปลูกมากอาจใช้ไถพลิกหัวมันแกวขึ้นมา  เมื่อเก็บหัวมาแล้วล้างน้ำให้สะอาด  แล้วส่งตลาดหรือเก็บรักษาไว้ต่อไป
การเก็บรักษามันแกวที่ดีวิธีหนึ่ง  คือ ไม่ขุดฃขึ้นจากดิน  วิธีนี้จะสามารถทิ้งหัวมันแกวไว้ในดินได้อีกประมาณ ๒-๓ เดือน โดยไม่ให้น้ำ หัวจะไม่เสีย  เพียงแต่แห้งไปบ้าง และจะมีรสหวานมากขึ้น ถ้าขุดขึ้นมาแล้วจะเก็บรักษาได้โดยเก็บไว้ในอุณหภูมิ ๐ องศาเซลเซียส จะเก็บได้นานประมาณ ๒ เดือน
ประโยชน์

          องค์ประกอบของส่วนต่าง ๆ ของมันแกว มีดังนี้
          หัว  หัวมันแกวประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลละมีวิตามิน ซี มาก  ผลจากการวิเคราะห์ประกอบวย  ความชื้นร้อยละ ๘๒.๓๘ โปรตีนร้อยละ ๑.๔๗ไขมันร้อยละ ๐.๐๙ แป้งร้อยละ ๙.๗๒ น้ำตาลร้อยละ ๒.๑๗ non-reducing  sugar ร้อยละ ๐.๕๐ เหล็ก(Fe) ๑.๑๓ มิลลิกรัมต่อ ๑๐๐ กรัมของโปรตีนที่กินได้  แคลเซียม (Ca) ๑๖.๐ มิลลิกรัม ไทอามีน ๐.๕ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๐๒ มิลลิกรัม กรดแอสโคนิก ๑๔ มิลลิกรัม
          ฝัก  ฟิลิปปินส์ทำการวิเคราะห์ฝักปรากฏว่าประกอบด้วยความชื้อร้อยละ ๘๖.๔  โปรตีนร้อยละ ๒.๖  ไขมันร้อยละ ๐.๓  คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๑๐.๐ เส้นใยร้อยละ ๒.๙  เถ้าร้อยละ ๐.๗  แคลเซียม ๑๒๑  มิลลิกรัม/๑๐๐ กรัม  ฟอสฟอรัส (P) ๓๙ มิลลิกรัม เหล็ก ๑.๓ มิลลิกรัม  วิตามินเอ 575 IU  ไทอามิน๐.๑๑ มิลลิกรัม  ไรโบฟลาวิน ๐.๐๙ มิลลิกรัมไนอาซิน ๐.๘ มิลลิกรัม
          เมล็ด  ประกอบด้วยน้ำมันที่ใช้กินได้ร้อยละ ๒๐.๕-๒๘.๔  ผลการวิเคราะห์เมล็ดประกอบด้วยความชื้นร้อยละ ๖.๗  โปรตีนร้อยละ ๒๖.๗  น้ำมันร้อยละ ๒๗.๓  คาร์โบไฮเดรตร้อยละ ๒๐.๐  เส้นใยร้อยละ ๗.๐  เถ้าร้อยละ ๓.๖๘  เมล็ดแก่เป็นพิษ เนื่องจากประกอบด้วยโรตีโนนร้อยละ ๐.๑๒-๐.๔๓ และไอโซฟลาวาโนน และ ทุฟูราโน -๓- ฟีนิล
ดูมารินส่วนที่ใช้เป็นประโยชน์ของมันแกว  ส่วนใหญ่คือหัว  หัวสดใช้เป็นอาหาร  เป็นผลไม้และผัก หรือจะใช้หุงต้มปรุงอาหารก็ได้ หัวเล็กๆ หรือเศษของหัวใช้เลี้ยงสัตว์  ฝักอ่อนต้มรับประทานเป็นผัก  เมล็ดใช้ทำพันธุ์  เมล็ดแก่ป่นหรือบดใช้เป็นยาฆ่าแมลงหรือใช้เป็นยาเบื่อปลาได้  ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง  ฝักแก่และเมล็ดแก่เป็นพิษต่อการบริโภคของคนและสัตว์  เนื่องจากเมล็ดมีน้ำมัน  ซึ่งคล้ายน้ำมันจากเมล็ดฝ้าย น้ำมันจากเมล็ดมันแกวกินได้  ต้นหรือเถามันแกวมีความเหนียว ในประเทศฟิจิ ใช้ทำแห อวน ได้

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ไม่มีความเห็น

Comments are disabled.